ตอนใกล้เที่ยง หญิงปุ๊กเตรียมเช็คเอ้าท์ แล้วก็นั่งแท็กซี่น้ำข้ามไปอีกฝั่งนึงของทะเล เพื่อขึ้นเรือสำราญ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเท่านั้นค่ะ

เมื่อไปถึง ก็จะมีเจ้าหน้าที่มารับกระเป๋า ติดแทคชื่อและหมายเลขห้อง หลังจากนั้นเดินไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน เพื่อเช็คพาสปอร์ตและเอกสารการจองเรือ แล้วก็เดินผ่านเครื่องแสกนกระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่จะนำขึ้นเรือเองค่ะ หลังจากเสร็จพิธีทางการ เราก็เดินลั้ลลา ชะลาล่าไปหาเรือสำราญกัน

ระหว่างเดินก็ถ่ายรูปไป เดินไป บางจังหวะก็กึ่งๆ วิ่ง ฮ่าๆๆ คือตื่นเต้น อยากขึ้นเรือเร็วๆ เรืออยู่ตรงหน้าเราแล้ว เย้ ยิ่งเข้าใกล้ เรือก็ยิ่งใหญ่ขึ้นๆ ได้เห็นเรือเต็มตามากขึ้น ว้าววววว ชั้นบินมาไกล มาเพื่อสิ่งนี้ Hello, Seven Seas Mariner โบกมือทักทายเรือด้วยแล้วเราก็เดินตามทางเพื่อไปขึ้นเรือ เพิ่งเที่ยงกว่าเอง มาเร็วมาก ไม่ค่อยบ้าเห่อเลยนะเธอ เวลาที่เรือจะออกจากท่าจริงๆ ตั้งห้าโมงเย็นแหน่ะ เค้าให้เราเช็คอินก่อนอย่างน้อยสองชม. นะคะ 

ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ เรือ Seven Seas Mariner เป็นหนึ่งในเรือสามลำของ Regent Seven Seas ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน และ Regent Seven Seas เองก็กำลังต่อเรือลำใหม่ พร้อมให้บริการในช่วงฤดูร้อนปี 2016 ซึ่งเค้าโฆษณาไว้ว่า เรือลำใหม่นี้จะใหญ่กว่าเดิม ดีกว่าเดิม หรูกว่าเดิม เลิศจริงๆ

โอ้ว อดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว อยากจะให้เรือต่อเสร็จเร็วๆ จัง (อัพเดทปี 2016: เราจะไปล่องเรือสำราญลำใหม่นี้เดือนตุลาคม เป็นจำนวน 11 คืน กรี๊ดดดดด ฝันที่เป็นจริง ฉันรอเธอมานานเหลือเกิน)

1426647_10152505672442203_654247894_n

602120_10152505672342203_155580800_n

เมื่อขึ้นไปด้านบน เราก็เข้าไปรับประทานอาหารก่อนเลย ที่ห้อง La Veranda ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักสำหรับอาหารเช้าและกลางวัน ตกแต่งสไตล์สบายๆ เสิร์ฟเป็นอาหารบุฟเฟต์ค่ะ

1379832_10152505672647203_622475286_n

 

เมื่อเดินเข้าไปถึง พนักงานก็ยืนรอต้อนรับและทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมพาเราเดินไปนั่งที่โต๊ะ หลังจากนั้นพนักงานหนุ่มสองคนก็เข้ามาบริการ พร้อมแนะนำตัว บอกชื่อและสัญชาติ ผมรู้สึกเป็นเกียรติ และยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ห้องอาหารเนี้เป็นห้องอาหารบุฟเฟต์ เชิญทุกท่านตักทานได้ตามอัธยาศัย เมื่อห้องพักเสร็จแล้ว ทางเราจะประกาศแจ้งให้ท่านทราบอีกทีนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการรับประทานอาหารมื้อกลางวันครับ

แล้วก็ชวนคุยถามว่า เรามาจากไหน อะไร ยังไง พอบอกว่า ประเทศไทย เค้าก็ชวนคุยต่อว่า เค้าเคยมาเมืองไทยสวยมากๆ พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เค้าชอบกรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต ชอบคนไทยด้วย คนไทยน่ารัก เป็นมิตร คนไทยฟังแล้วปลื้มค่ะ หลังจากนั้นก็บริการเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำผลไม้บนโต๊ะ และเชิญให้ไปตักอาหาร หญิงปุ๊กก็เดินสำรวจไลน์อาหาร หยิบนั่นหยิบนี่ เชฟและพนักงานยิ้มให้เราตลอดค่ะ เราก็คอยส่งยิ้มหวานคืน

พอได้อาหารมาแล้ว หญิงปุ๊กกำลังจะเดินกลับมาที่โต๊ะค่ะ อยู่ๆ พนักงานเดินมาขออนุญาติช่วยถือจาน พาไปส่งที่โต๊ะ

โอ้ว.. รู้สึกสวยและหน้าบานขึ้นมาสามระดับ รู้สึกเป็นแขกวีไอพียังไงบอกไม่ถูก มีหนุ่มมาถือจานให้ ครุคริๆ แต่แอบคิดในใจว่า แหม๋ ถ้ารู้จะมาช่วยถือ จะตักอาหารใส่จานสวยๆ ตักน้อยๆ จะได้ดูดีสักหน่อย นี่ตักมาซะล้นและเละเชียว แอบเขินเล็กน้อย ฮ่าๆๆ พอมานั่งที่โต๊ะ พนักงานหนุ่มทั้งสองคน ยังมีการแกล้ง ทำเป็นแย่งกันให้บริการอีก แบบยินดีพร้อมให้บริการมาก ฮาๆ ขำๆ แบบพนักงานเฟรนลี่ และนี่ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งบนเรือสำราญที่ทำให้หญิงปุ๊กประทับใจมาก

ตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเรือและก้าวสุดท้ายที่ออกจากเรือ เราจะได้การบริการแบบเป็นบุคคลสำคัญตลอดเวลา เป็นการให้บริการระดับโลก คือการให้เกียรติ และบริการอย่างดี สร้างความประทับใจ ยิ้มแย้ม ทักทาย อวยพร สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองมากๆ ภายใต้การบริการอย่างเป็นมืออาชีพ จะคอยซักถามตลอดว่า อยากได้ อยากกินอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราสามารถบอกได้ทันทีเลย และเค้าก็จะจัดการแก้ไขปัญหาให้ทันทีเลย แบบว่าขอให้คุณมีความสุข เอ็นจอยกับทริปนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งโดยปกติเรือสำราญระดับหรูหราสัดส่วนจำนวนพนักงานต่อแขก จะอยู่ที่สัดส่วนอย่างน้อย 1:2 สำหรับเรือลำนี้ คือ 1:1.6 หรือพนักงาน 435 คนต่อแขก 700 คนค่ะ ทำให้พนักงานสามารถดูแล จดจำรายละเอียด และให้บริการแขกอย่างเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

ถ้าเป็นเรือลำใหญ่ๆ สัดส่วนจะเป็น 1:3 บริการระดับมาตรฐานค่ะ

การได้รับการบริการแบบเป็นวีไอพีนั้นดีอย่างไร

เคยรู้สึกเหมือนกันไหมคะ เวลาที่ไม่มีใครมอง ไม่มีใครสนใจ เราก็จะเฉยๆ ทำตัวธรรมดามากๆ บางทีธรรมดาจนค่อนไปทางน่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า ไม่มีใครมองอยู่แล้ว แต่เวลาที่เรามีคนสนใจ มีคนเห็นตัวตนเราขึ้นมา เราก็อยากจะหล่ออยากจะสวย ทำตัวให้ดูดี น่ารัก มีมารยาท ทำตัวให้ดูมีค่า ให้สมกับที่เค้าให้เกียรติ นี่หละค่ะ การที่เราได้มาอยู่ในสถานที่ที่มันดูดี มันหรู อยู่กับคนที่ทำงานอย่างมืออาชีพ อยู่กับคนที่มีมารยาท อยู่กับคนที่แตกต่างหลากหลาย เราก็จะอัพมาตรฐาน และพัฒนาตัวเองให้ดูดีมีระดับ ยกระดับตัวเองขึ้นไปด้วย เพราะคงไม่มีใครอยากจะรู้สึกว่าตัวเองดูแย่ ดูด้อยกว่าคนอื่น และสำหรับคนที่ดูแลตัวเอง ให้เกียรติตัวเองมากอยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่า ชั้นช่างคู่ควรกับการเป็นบุคคลสำคัญจริงๆ หัวใจมันจะพองโตขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เรารู้สึกมีแรง มีพลังที่จะใช้ชีวิตให้ดี ให้ประสบความสำเร็จ และมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก

ลองพัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดว่ามันสูงเกินไป ดูสิคะ แล้วเราจะรู้ว่า สิ่งต่างๆ ที่ดีๆ ทั้งหมดบนโลกใบนี้หน่ะ คู่ควรที่จะเป็นของเราอย่างแท้จริง

 

และหลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อย ทางเรือก็ประกาศว่า ห้องพักเรียบร้อยแล้วจ้า แขกสามารถเข้าห้องได้แล้ว กระเป๋าเดินทางก็ถูกเข็นไปไว้ให้หน้าห้องค่ะ

1380694_10152505940027203_508985164_n

601096_10152505940177203_1186417326_n

935532_10152505940287203_1099872974_n

1441342_10152505940437203_778402220_n

ห้องพักของหญิงปุ๊กเป็นแบบ D-Concierge Suite ห้องสวีท มีบัทเลอร์ส่วนตัว ดูหรูหรา สวยงาม เตียงนอนนุ้มนุ่ม ดูอบอุ่น น่านอนมากๆ มีห้องเสื้อผ้าเก็บกระเป๋าเดินทางได้สบายๆ มีโต๊ะเครื่องแป้งตรงข้ามกระจกบานใหญ่เต็มตัว มีโซฟาอยู่ตรงข้ามตู้มินิบาร์ ชั้นวางของ มีแชมเปญเป็น welcome drink ด้วยค่ะ มีระเบียงพร้อมเก้าอี้สองตัว ไว้ชมวิวภายนอก

หญิงปุ๊กจะพักในห้องนี้เป็นเวลา 10 คืนจ้า อยู่บนชั้น 10 อยู่ชั้นที่สูงที่สุดสำหรับห้องพักเลยค่ะ เลือกห้องที่อยู่ชั้นๆ สูงและตั้งอยู่กลางเรือ เพื่อให้ได้วิวที่สวยงาม และอยู่ในตำแหน่งที่เรือโคลงน้อยที่สุด ถ้าห้องอยู่ท้ายเรือจะโคลงมากกว่าเมื่อเจอคลื่นแรง ถ้าอยู่ชั้นเตี้ยๆ ก็จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ค่ะ แต่ข้อเสียของห้องชั้นสูงสุดคือ มันอยู่ใต้สระว่ายน้ำ ถ้าทางเรือมีการจัดกิจกรรมอะไรด้านบน เราจะได้ยินเสียงลากเก้าอี้ ลากโต๊ะไปมา หรือมีปาร์ตี้ตอนค่ำๆ ก็จะมีเสียงเพลงจากด้านบนลงมา ใกล้บาร์แอลกอฮอล์ด้วย แต่ก็ไม่ได้เสียงดังมาก แค่เปิดทีวีก็ไม่ได้ยินเสียงภายนอกแล้ว

ซึ่งห้องพักทั้งหมดมี 14 ระดับ ของหญิงปุ๊กอยู่ระดับที่ 5 ซึ่งราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับนะคะ ห้องพักจะเริ่มที่ชั้น 5-10 ชั้น 11 เป็นสระว่ายน้ำ ชั้น 12 เป็นชั้นลอยวงรี พื้นที่กีฬา ทำกิจกรรมต่างๆ

สักพักหลังเข้าห้องเก็บกระเป๋าเรียบร้อย ทางเรือก็ประกาศว่า ให้ทุกท่านไปรวมตัวกันที่ Constellation Theater เป็นโรงละครเวที ที่เปิดการแสดงในตอนกลางคืน แต่จะใช้เป็นที่ชุมนุม นัดรวมตัวของแขกทั้งหมดบนเรือ หรือตอนจัดกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยวในแต่ละวันด้วยค่ะ เค้าก็อธิบายว่า เพื่อความปลอดภัยของแขกทุกท่าน เราจะซ้อมอพอพเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกันค่ะ ก็เตรียมใส่เสื้อชูชีพ และแจ้งตำแหน่งว่า อยู่ห้องชั้นไหน ไปรวมตัวกันที่จุดไหน โดยดูจากตำแหน่ง A / B / C บนเสื้อชูชีพ

ทีแรกหญิงปุ๊กคิดว่า เรือหรู คงมีเจ้าชายหล่อๆ เจ้าหญิงสวยๆ ควงคู่กันมาโรแมนติก ยืนกางแขนกอดกันที่หัวเรือแบบแจ๊คกับโรสในหนังไททานิค แต่จากที่มองคร่าวๆ ผมสีขาวมากกว่าสีดำสีทอง อายุคนบนเรือนี้รวมๆ กันแล้ว น่าจะหลายหมื่นปีเลยทีเดียวค่า และมั่นใจมากว่าหญิงปุ๊กอายุน้อยที่สุด และน้ำหนักน้อยที่สุดแล้ว และแน่นอนค่ะ น่าจะเป็นสาวสวยที่สุดในเรือ แบบไร้คู่แข่ง ฮ่าๆ และถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจริงๆ หญิงปุ๊กน่าจะหนีได้ไวกว่าคนอื่น เพราะดูจากการซ้อมแล้ว เป็นการอพยพที่ช้ามาก สโลๆ ค่อยๆ เดิน เนื่องจากมีแต่ รุ่นพ่อแม่ กับผู้สูงอายุทั้งนั้นเลย อย่างไรก็ตาม การซ้อมก็ดำเนินการผ่านไปด้วยดีค่ะ มีการจำลองสถานการณ์จริง เดินไปยังจุดรวมพล และเดินไปยังเรืออพยพที่เค้าจัดเตรียมไว้ ไม่มีอะไรมาก

 

1385383_10152506263672203_1182147296_n

1441331_10152506264742203_2094918431_n

1450225_10152506262172203_1596731297_n

 

ถ้าเปรียบเทียบการซ้อมเหตุฉุกเฉินกับตัวเราในชีวิตประจำวัน ชีวิตเราก็มีความเสี่ยง และน่าจะจำเป็นต้องเตรียมแผนฉุกเฉินไว้เหมือนกันนะคะ หญิงปุ๊กเคยนั่งถามตัวเองว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตคนเรา ก็คือ ชีวิตเราใช่ไหม แต่.. เราไม่เคยประเมินและบริหารความเสี่ยงในชีวิต เพื่อให้เรามีมาตรฐานในการจัดการกับชีวิตกันเลยนะนี่ แผนฉุกเฉิน แผนเอแผนบีแผนซี ไม่มีเลย มีแต่แผนแก้ไขเฉพาะหน้า เรารู้กันอยู่แล้วว่า ในชีวิต ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ความเสี่ยงในชีวิตเยอะแยะเต็มไปหมด ได้แก่

เสี่ยงตกงาน เสี่ยงไม่ก้าวหน้า

เสี่ยงเงินไม่พอใช้ เสี่ยงเป็นหนี้ เสี่ยงอกหัก เสี่ยงต่อการจากไปของคนที่เรารัก

เสี่ยงถูกโกง เสี่ยงเสื่อมเสียลาภ ยศ ชื่อเสียง เสี่ยงเป็นโรคต่างๆ

เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต พิการ เสี่ยงรถหาย ไฟไหม้บ้าน โดนปล้น โดนทำร้าย

ซึ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทีนี้เราควรจะต้องมองความเสี่ยงเหล่านี้เป็น โจทย์ของชีวิต ที่ต้องวางแผนจัดการหลีกเลี่ยง หรือคิดแผนผ่อนหนักให้เป็นเบา ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไว้ก่อน เราก็จะรู้สึกว่า ชีวิตเรามั่นคงมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับอนาคตมากจนเกินไป เพราะเราเตรียมพร้อม เตรียมตัว เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว กล้าพูดได้ว่า อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด เราพยายามป้องกัน ลดความเสี่ยงอย่างดีที่สุดแล้ว