ห้องอาหารและการรับประทานอาหารบนเรือสำราญ Silver Muse

Silver Muse มีแนวคิดในเรื่องการรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใครและไม่มีห้องอาหารหลักแต่มีร้านอาหารทั้งหมด 8 ร้าน พร้อมทั้งจุดบริการอื่น ๆ เช่น บริการอาหารปิ้งย่างตลอดทั้งวัน นักท่องเที่ยวสามารถรับประทานอาหารในร้านอาหารที่พวกเขาชอบได้บ่อยเท่าที่พวกเขาต้องการ แม้ว่าจะมีเงื่อนไขเรื่องการสงวนสิทธิ์เกี่ยวกับรายการอาหารและการจำกัดจำนวนที่นั่งเรื่องจากส่วนใหญ่ร้านมีขนาดค่อนข้างเล็ก

ร้านอาหารทั้งหมด จะยึดแนวทางเดียวกันแม้ว่าอาหารจากสถานที่จัดเลี้ยงจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมนูอาหารเป็นไปตามความคิดสร้างสรรค์จากอาหารที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นและส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงซึ่งมีที่มาจากท้องถิ่นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เชฟของเรือสำราญ ก็พยายามลดปริมาณอาหารแช่แข็งเพื่อให้รสชาติของอาหารมีความสดใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นภูมิแพ้ หรืออาจจะแพ้อาหารกับส่วนประกอบบางอย่าง ท่านสามารถสอบแถมและแจ้งกับพนักงานได้โดยตรง เนื่องจากเมนูอาหารบางรายการไม่ได้ทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อระบุว่าเป็นรายการอาหารมังสวิรัติ หรือเป็นอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ อาหารที่ไม่มีส่วนผสมของกลูเตน  เหล่านี้เป็นต้น

ส่วนใหญ่เมนูจะไม่เปลี่ยนไปในแต่ละวันและที่ร้านอาหารแต่ละแห่งก็จะมีเมนูประจำร้าน ซึ่งทุกท่านอาจต้องเปลี่ยนร้านรับประทานอาหารบ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเมนูซ้ำๆ เดิมๆ  นอกจากนี้ เรือสำราญ Silver Muse ยังมีไวน์ให้เลือกมากมายทั้งแบบแก้วและแบบขวดทุกร้าน และหากต้องการความหรูหรามากขึ้น ก็สามารถสั่งซื้อไวน์แบรนด์ระดับพรีเมียมได้โดยมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

ในส่วนของห้องอาหารทั้ง 8 แห่ง มีดังต่อไปนี้

ร้าน Kaiseki (ดาดฟ้าขั้น 4) : เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่สามารถรับประทานอาหารมื้อกลางวันได้ฟรี แต่ถ้าเป็นมื้อค่ำต้องจ่ายเพิ่ม 60 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับมื้อค่ำ ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานขนาดเล็กบนเรือ ไฮไลท์ คือบาร์ซูชิขนาดใหญ่ที่ตรงกลางร้าน มีโต๊ะขนาดเล็กสำหรับ 2 และ 4 ที่นั่ง ระหว่างวันจะมีเมนูเด่นคือ ซูชิและซาซิมิ รวมทั้งเมนูอื่นๆ เช่น แคลิฟอร์เนียมากิ สาหร่ายทูน่าเผ็ด รวมทั้งตัวเลือกเมนูพิเศษที่ผสมผสานระหว่างเนื้อ เนยและกุ้งลอบสเตอร์ ตัวเลือกของซาซิมิรวมถึงเมนูจาก หอยเชลล์ ปลาทูน่าและปลาแซลมอนและอาหารทะเลที่หลากหลาย

สำหรับมื้อค่ำสถานที่รับประทานอาหารจะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการพาไปสัมผัสกับละครเวทีเล็กๆ พร้อมทั้งเปลี่ยนรูปแบบเป็นร้านเทปันยากิและร้านซูชิ เมนูอาหาร เริ่มจากปลา kikoyu monyou แล้วเลือกจากรายการย่างเทปัน เช่นปลาคอด หรือเนื้อวัววากิวซอสเทอริยากิ ต่อด้วยของหวานซิกเนอจร์ ไอศครีมเทมปุระที่เสิร์ฟร้อนๆกับซอสช็อกโกแลตรสเผ็ด

ร้าน Indochine (ดาดฟ้าชั้น 4): เป็นร้านอาหารที่ตกแต่งสวยที่สุดแห่งหนึ่ง ประกอบด้วยโต๊ะหินอ่อนสีดำชุดเครื่องหนังสีขาวและเก้าอี้หนังสีเขียว เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่บนเรือและมีโต๊ะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้มาเป็นหมู่คณะได้เกินกว่า 12 ที่นั่ง เปิดให้บริการเฉพาะสำหรับมื้อค่ำ Indochine คือร้านอาหารเอเชียฟิวชั่น ที่มีแรงบันดาลใจจากเครื่องเทศ 1,500 ชนิดและรสชาติสไตล์ Marco Polo ซึ่งนำจากเอเชียไปสู่ยุโรป เป็นอาหารสมัยใหม่ที่มาจากสถานที่ต่างๆเช่น มุมไบ(อินเดีย) เมืองไทยและเวียดนาม ตัวเลือกสำหรับอาหารเรียกน้ำย่อยได้แก่ติ่มซำและหมูสะเต๊ะพร้อมด้วยซอสต่างๆ ร้านอาหารมีซุปให้บริการและก๋วยเตี๋ยวแบบต่างๆ เช่น pho tom (เฝอใส่กุ้ง)  tom yum goong (ต้มยำกุ้ง) ส่วนอาหารเมนคอร์สก็ได้แก่ อกไก่ซอสมัสตาร์ด(mustard seed crusted chicken breast) แบบอินเดียที่เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งและพริก สัญลักษณ์พริกป่นบนเมนูระบุว่าอาหารใดมีรสเผ็ดจัด ซึ่งหากลองแล้วรู้สึกว่ารสจัดไป ก็เลือกจากเมนูอาหารเรียกน้ำย่อยที่ไม่เผ็ดตามแทนก็ได้  นอกจากนี้ Indochine ก็มีบาร์ขนาดเล็กเรียกว่า Enoteca ซึ่งให้บริการเครื่องดื่มก่อนอาหารเย็นและจะเริ่มเปิดให้บริการในตอนเย็น

 

ร้าน Atlantide (ดาดฟ้าชั้น 4): เปิดให้บริการอาหารเช้ากลางวันและเย็น  Atlantide เป็นร้านขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำและผ้ากำมะหยี่สีน้ำตาลแดง กับเก้าอี้หนัง มีโต๊ะสำหรับ 2 ,4 และ 6 ที่  สำหรับเมนูอาหารเช้าร้าน ก็จะเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เช่น ธัญพืชโยเกิร์ต ผลไม้ แซลมอนรมควันชีสและมูสลี่ นอกจากนี้ยังมีขนมอบอบสดใหม่ เช่นขนมปังกรอบแสนอร่อยและขนมปังกรอบเดนมาร์ก หรือจะเป็นอาหารร้อนๆ ได้แก่ omelets, souffles, ขนมปังฝรั่งเศส, แพนเค้ก, วาฟเฟิล, ข้าวโอ๊ต, และไข่เบเนดิกต์  มีน้ำผลไม้และน้ำชาหลากหลายให้เลือก ซึ่งเมนูอาหารเช้าของที่นี่ จะเหมือนกันทุกวัน

อาหารกลางวันที่ Atlantide จะเป็นเมนูที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย เช่น ซุป สลัดและพาสต้า (ทำสดใหม่บนเรือ) ต่อด้วยรายการอาหารหลัก เช่น ซุปครีมปู ชีสทอด สลัดผักโขม หรือ เพนเน่  alla boscaiola นอกจากนี้ยังสามารถเลือกส่วนผสมและวัตถุดิบได้ด้วย เช่น เนื้อปลา ปลาหมึกย่าง เนื้อไก่ ซี่โครงหมู อีกทั้งยังมี ตัวเลือกมังสวิรัติ ที่คัดสรรเมนูมาเป็นอย่างดีรวมถึงผักต่างๆ เช่น คะน้าและเห็ด quiche หรือ risotto สควอชบิวเทน  สำหรับขนมก็อาจเป็นกรีกโยเกิร์ตและน้ำผึ้งหรือเจลาโต้

สำหรับมื้อค่ำ Atlantide จะเปลี่ยนเป็นอาหารปิ้งย่างสไตล์ยุโรปที่ให้บริการสเต็กส์เนื้อชุ่มฉ่ำ จากเนื้อวัวชั้นเลิศ และมีตัวเลือกอาหารว่างอย่างหลากหลาย เช่น ทาร์ตาร์คาเวียร์เสิร์ฟพร้อมกับไข่นกกระทา  หอยเชลล์กับฟัวกราส์ และซัลซ่า  สตรอเบอร์รี่ เมนูจากปลาแซลมอน  รวมถึงเมนูมังสวิรัติสามารถเลือกจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากมาย เช่น buffalo mozzarella, แตงกวา, แครอท, beets, celeriac หน่อไม้ฝรั่งและกะหล่ำ และผัก volau vent ที่ใช้ทำขนมพัฟ กับครีม ถั่ว ผักกาดหอมและหน่อไม้ฝรั่ง  ส่วนเมนูเด็ดอื่นๆที่ไม่ควรพลาดก็ได้แก่ เมนูซุปและสลัด เช่น ซุปอาหารทะเล สลัดกุ้งและมะเขือเทศเชอร์รี่ สลัดครีมมะนาวกับปลากะพงชิลี เนื้ออาร์เจนติน่า เนื้อลูกวัวอิตาลี เนื้อแอ็กกัสอเมริกัน และมันฝรั่ง ปิดท้ายด้วยขนมหวาน อาทิ พายเมอแรงค์มะนาว strawberry pavlova หรือชีสเค้กช็อกโกแลต Ferrero Rocher

นอกจากนี้ Atlantide ยังมีบาร์ขนาดเล็กซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ก่อนเวลาอาหารเย็นเป็นต้นไป

ร้าน La Dame โดย Relais & Chateaux (ดาดฟ้าชั้น 4) : ร้านนี้เรียกได้ว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่มีความสัมพันธ์อันดีอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ของ Silversea กับสไตล์แบบร้านอาหารในโรงแรมสุดหรู  La Dame จึงมีบรรยากาศที่พิเศษและ Relais & Chateaux ของ Silver Muse  ก็คือร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสแบบคลาสสิกที่มีส่วนผสมทั้งหมดมาจากประเทศฝรั่งเศส เปิดบริการเฉพาะมื้อค่ำเท่านั้นโดยมีการนำเสนออาหารที่เป็นเอกลักษณ์ สถานที่จัดงานมีขนาดเล็กมีชั้นวางไวน์ขนาดใหญ่ที่ทำจากแก้วเป็นจุดศูนย์กลางที่โดดเด่น

ตัวอย่างเมนูอาหารเรียกน้ำย่อยรวมถึงเมนคอร์ส เช่น ฟัวกราส์เสิร์ฟพร้อมกับลูกแพร์สลัดไวน์  แอ็สการ์โก เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรอบและ Bouillabaisse  กุ้งลอบสเตอร์และเนื้อวัวเนื้อเสิร์ฟพร้อมกับทรัฟเฟิล  สำหรับของหวานให้เลือกจากไอเทมต่างๆ เช่น ผลไม้สด ช็อกโกแลตมูสที่มีผลไม้หรือ Souffle แกรนด์มาเรียนเนอร์ เหล่านี้เป็นต้น

ร้าน Silver Note (ดาดฟ้าชั้น 7): ร้าน Silver Note เป็นสโมสรดนตรีแจ๊สบรรยากาศสุดคลาสสิกที่ให้บริการอาหารสไตล์ทาปาสในช่วงเย็นท่ามกลางเสียงเพลงจากนักดนตรีแจ๊สและบลูส์ในขณะที่ทุกท่านรับประทานอาหาร เรียกว่าเสียงเพลงทำหน้าที่เป็นฉากหลังสำหรับการสนทนาและอาหารเย็นรสเลิศ  มีสถานที่รองรับการจัดเลี้ยงแบบเป็นกันเอง และมีโต๊ะขนาดเล็กสำหรับ 2-4 ที่ ในส่วนของเมนูมีอาหารฟิวชั่นของเปรูและไม่มีข้อจำกัดใดๆในการสั่งอาหาร สามารถเลือกอาหารที่หลากหลายเพื่อเป็นการสร้างสรรค์จินตนาการของท่าน จากวัตถุดิบที่มี เช่น ปลากะพงขาวเสิร์ฟสไตล์ ceviche หรือปลาทูน่าและ quinoa สีเขียว กุ้งลอบสเตอร์ หรืออกเป็ดย่างกับซอสพลัมและบลูเบอร์รี่ ตัวเลือกของหวาน ได้แก่ ช็อคโกแลต เค้กเนยแข็ง คาราเมลเฟลด์และจานผลไม้เล็กๆ เสิร์ฟพร้อมกับผลไม้ชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าทาปาสแบบดั้งเดิมดังนั้นอย่าสั่งมากเกินไปเพราะอาจจะทานไม่หมด  นอกจากนี้ Silver Note ยังมีบาร์ขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการในช่วงค่ำอีกด้วยและยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ต้องการมานั่งฟังเพลงแทนการรับประทานอาหารเย็น

ร้าน La Terrazza (ดาดฟ้าชั้น 7): เป็นร้านที่มีทั้งโซนอินดอร์และเอาท์ดอร์  บริการบุฟเฟต์อาหารเช้าและอาหารกลางวันหลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นร้านอาหารอิตาเลียนในเวลากลางคืน เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างใหญ่ตกแต่งด้วยผ้าขาวและครีมพร้อมโต๊ะสำหรับ 2, 4 หรือ 6 ที่ ในรูปแบบบุฟเฟต์ที่เป็นสถานีขนาดเล็กมากกว่าเคาน์เตอร์ยาวๆ และ สำหรับอาหารเช้า ก็จะมีเมนูจากไข่ที่สั่งทำพร้อมไส้กรอกเบคอนและแฮมกับเชฟได้เลย  นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มอย่างน้ำปั่นแบบสั่งทำสดใหม่ทั้งน้ำผลไม้ กาแฟ โกโก้ รวมถึงรายการอาหารเช้าอื่นๆ เช่น ธัญพืช โยเกิร์ต ผลไม้สด แพนเค้กวาฟเฟิล ปลาแซลมอนรมควัน ขนมปังเบเกิลและขนมอบ

ในช่วงกลางวันจะมีบริการเมนูประเภท  charcuterie หรืออาหารประเภทแฮม รวมถึงชีสและเนื้อสัตว์ที่นำเข้า เช่น prosciutto และ parma ham La Terrazza  และก็มีเมนูประเภทพาสต้าที่ทำตามสั่งซึ่งเชฟจะชักชวนให้เลือกทานพาสต้าสด อีกทั้งยังมีสลัดบาร์ entrees เช่น พายต่างๆ กับ ไก่ทอดหรือปลา broiled, ซูชิ และให้เลือกหลากหลาย เช่นขนมปังบาร์ ช็อคโกแล็ต ซึ่งเมนูบุฟเฟต์จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน

ช่วงเย็น ร้าน La Terrazza จะกลายเป็นร้านอาหารที่มีเมนูอิตาเลียนแบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ อาหารเรียกน้ำย่อยมีให้เลือกแบบเมนูเซทของครอบครัวหรือจะสั่งตามความชอบก็ได้ เช่น  salameria ซึ่งรวมถึงสลัดซาลามี่ salamieria หมูป่าและปาร์ม่า ผักทอด  tris di bruschetta กับมะเขือเทศคลาสสิก มะกอก caper  zucchini และ ชีส Bruschetta ในส่วนของพาสต้าแบบดั้งเดิมสไตล์อิตาเลียนก็มีเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็น  gnocchi, pappardelle หรือ penne นอกจากนี้ยังมี อาหารประเภทปลาเนื้อสัตว์และมังสวิรัติ  แบรนซิโน่สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน สำหรับขนมหวาน สามารถสั่งไอศกรีมชีสหรือคลาสสิกอิตาเลียนได้เช่น tiramisu , panna cotta เป็นต้น เมนูอาหารมื้อค่ำจะเหมือนกันในทุกๆคืน

Arts Cafe (ดาดฟ้าชั้น 8): คาเฟ่แห่งนี้เรียกได้ว่ามีบรรยากาศเหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาคาเฟ่สำหรับนั่งแชทและอ่านหนังสือ ที่ Arts Cafe มีหนังสือเล็กๆ น้อยๆ ที่รวบรวมมาจากสำนักพิมพ์ Heywood Hill ในกรุงลอนดอน และยังเป็นสถานที่จัดงานที่มีสีสันมากที่สุดบนเรือสำราญ มีเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม บาร์ขนาดเล็ก โซฟาหนังนุ่มสบาย โต๊ะเล็กๆ และงานศิลปะที่ให้ความรู้สึกร่าเริงมีชีวิตชีวา Arts Cafe ให้บริการอาหารตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงช่วงดึก ในตอนเช้ามีรายการต่างๆเช่น ผลไม้และสมูทตี้ ข้าวโอ๊ตบด ครัวซองต์ มัฟฟิน โยเกิร์ตและแซนวิชพร้อมกับน้ำผลไม้หรือผักสด  จากนั้นในช่วงกลางวันก็จะเป็นเมนูอาหารว่าง เช่น แซนด์วิชและซุป กับบริการชายามบ่ายที่นี่ทุก ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ในรูปแบบฟรีฟอร์ม  นั่นคือสามารถสั่งชาจากเคาน์เตอร์จำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและบาร์รวมถึง ขนมขบเคี้ยวโรยหน้าด้วยครีม clotted, แซนด์วิชชิ้นเล็กแบบพอดีคำและขนมอบ  สำหรับการรับประทานอาหารค่ำที่ Arts Cafe ให้บริการเมนูตามสั่งและของหวาน เช่น ช็อกโกแลต นอกจากนี้ ที่นี่ก็สถานที่กลางแจ้งด้านหลังซึ่งอนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ด้วย

ร้าน The Grill / Hot Rocks (ดาดฟ้าชั้น 10): ตั้งอยู่บนดาดฟ้าสระว่ายน้ำ มีพื้นที่รับประทานอาหาร 2 แบบ คือ The Grill ให้บริการในตอนกลางวันแล้วกลายเป็นแบบที่ 2 คือ Hot Rocks ในเวลากลางคืน  พื้นที่กลางแจ้งรวมถึงที่นั่ง โต๊ะใกล้สระน้ำจะมีพนักงานเสิร์ฟให้บริการที่โต๊ะของพวกเขา ในช่วงกลางวันท่านสามารถเลือกเมนูอาหารจากแซนด์วิชห่อสลัดและแฮมเบอร์เกอร์ สเต็กส์ รวมทั้งปลาย่างแบบสดๆทุกวัน  ในเวลากลางคืนร้านอาหารจะเปลี่ยนเป็น Hot Rocks ซึ่งทำให้ผู้มาใช้บริการสามารถย่างอาหารของตนเองเหนือเตาไฟที่มีหินภูเขาไฟเป็นเชื้อเพลิงได้ที่โต๊ะของพวกเขา รวมทั้งเมนูประเภทสเต็กส์หมู เนื้อลูกวัว เนื้อไก่ ปลาและกุ้ง ตลอดจนเมนูอาหารมังสวิรัติ เช่น เห็ดพอร์โตเบลโล่ยัดไส้ผัก สลัดมันฝรั่งรวมถึงมันฝรั่งทอดหรือมันฝรั่งอบ เหล่านี้เป็นต้น

ร้าน Spaccanapoli (ดาดฟ้าชั้น 11) : ร้าน Spaccanapoli ให้บริการพิซซ่าที่ทำแบบสดใหม่ในบรรยากาศกลางแจ้งตั้งแต่ช่วงอาหารกลางวันจนถึงยามดึก  ร้านอาหารมองเห็นพื้นที่สระว่ายน้ำด้านล่าง สามารถเลือกที่นั่งและรับบริการจากพนักงานเสิร์ฟที่โต๊ะ ซึ่งจะจัดส่งพิซซ่าหรือแคลโทน เลือกจากพายเช่น diavola (รสเผ็ด) หรือ bufalina (buffalo mozzarella และโหระพา) พิซซ่าที่นี่เนื้อแป้งนุ่มอร่อยและใช้ส่วนผสมชั้นเลิศปรุงสดใหม่ แล้วก็มีเมนูของหวานเป็นไอศกรีมอิตาเลียนหลากรส เช่น เจลาโต้พิสตาชิโอ

ปิดท้ายที่บริหาร รูมเซอร์วิส: บนเรือสำราญ มีบริการรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนของอาหารเช้านักท่องเที่ยวสามารถเลือกเมนูล่วงหน้าได้ตั้งแต่เวลากลางคืนจากนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะได้เพื่อเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารในบรรยากาศแบบส่วนตัวบนโต๊ะที่ปูผ้าลินินสีขาว  ตัวเลือกสำหรับอาหารเช้าส่วนใหญ่จะเป็นเมนูไข่ที่จัดเตรียมไว้ตามที่ต้องการ และมี ซีเรียล ขนมปัง ขนมอบ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ชาและกาแฟ อีกทั้งยังสามารถสั่งพิเศษเพิ่มเติมได้  ตัวอย่างเช่นให้เขียนในเมนูว่า  "อะโวคาโด" เมื่ออยากทานขนมปังปิ้งอะโวคาโดและก็จะได้รับประทานตามที่ต้องการ

นอกเหนือจากอาหารเช้าแล้วเมนูอาหารในห้องพัก ก็ยังมีให้เลือกอีกมากมายรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่างๆ เช่น ซุปพาสต้า สลัดและเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสั่งเค้ก แซนด์วิช แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่าและเมนูพิเศษ ประกอบด้วยเมนูชีส คาเวียร์ ราคาเริ่มต้นที่ 40 เหรียญสหรัฐฯสำหรับ 20 กรัม

ปัจจัยหนึ่งในเรื่องการรับประทานอาหารที่สำคัญคือเรือสำราญ Silver Muse จะให้บริการแบบ All Around Dining ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสั่งอาหารจากเมนูบริการอาหารจากจุดใดก็ได้บนเรือเมื่อร้านอาหารไม่ได้เปิดให้บริการ ดังนั้นถ้าท่านต้องการทานเนื้อย่างนิวยอร์ก ตอนตี 1  ที่ Panorama Lounge ก็สามารถสั่งและไปที่นั่นได้เลย